ชื่อนวตกรรม ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริ ต.ท่าฉนวน
สถานที่ ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริ ต.ท่าฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท

จุดเด่นของเรื่อง

จากความยากจน สุขภาพที่ย่ำแย่ และความสุขที่หดหาย ทำให้เกษตรกร ต.ท่าฉนวน หันมาการทำการเกษตรแบบพึ่งพิงธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี โดยเรียนรู้ร่วมกันในแปลงนาของจริง จึงเข้าใจวัฏจักรวงจรชีวิตห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติมากขึ้น ได้เรียนรู้ว่าศัตรูในนาข้าวนั้น มีศัตรูตามธรรมชาติมาคอยควบคุมกำจัดให้โดยไม่ต้องเปลืองยาฆ่าแมลง และไม่ต้องเสียสุขภาพเหมือนเช่นที่ผ่านมา

เนื้อหาสาระ
ชาวนากับทุกขภาวะ

ในอดีต ชาวนาไทยทำนาเพื่อกินเพื่ออยู่ ที่เหลือจึงขาย ใครมีนามากทำข้าวได้มากก็ขาย พออยู่ได้ ไม่ร่ำรวย แต่ก็มีความสุขตามอัตภาพ ไม่ช้าไม่นานเมื่อมีการส่งเสริมการผลิตเพื่อการส่งออกเร่งตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เอาไว้วัดระดับการพัฒนาของประเทศ ชาวนาถูกปั่นให้ทำงานหนักขึ้นโดยมุ่งการผลิตเพื่อการขายเป็นสำคัญ เรียกว่าทำกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยหวังว่าจะร่ำรวย มั่งมีศรีสุข
แต่ผลกลับตรงกันข้าม ชาวนาจนลง เจ็บป่วยมากขึ้น ความสุขน้อยลง พ่อค้า นายทุนรวยขึ้นๆ

“ทำกันไม่ได้หยุด 2 ปี 5 คราว ดินไม่ได้พัก วงจรศัตรูพืชไม่ถูกตัด ไม่เหมือนสมัยก่อน ทำนาปีละคราวเดียว ดินก็ไม่เสีย ศัตรูพืชก็ไม่มาก”

“พอเน้นทำเพื่อขาย ก็เล่นสารเคมีกันลูกเดียว ไม่เคยสนใจว่ามีสัตว์มีแมลงอะไรในแปลงนาบ้าง อะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ ลงนาทีก็ดูแค่ว่าในข้าวเขียวดีไหม หรือเหลือง จะต้องใส่ปุ๋ยอะไร ต้องฉีดยาฆ่าแมลงอะไร จะมีเซลล์มาแนะนำมาขายถึงคันนา เรียกว่ามาแบบหัวคันนาไม่แห้ง ทั้งแจกทั้งแถม ทั้งขาย เราก็อัดมันลงไป หวังให้ได้ผลผลิตมากที่สุด จะได้ขายได้กำไรมาก ๆ เป็นอย่างนี้กันทั้งประเทศ”
ชาวบ้านคนหนึ่งที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทเล่าให้ฟัง

“อันดับแรก จะใช้ยาอินโดซันแฟรนเพื่อปราบหอยเชอรี่ ตอนทำเทือกก็เอากระติก 5 ลิตร ใส่น้ำมันเครื่องผสมกับน้ำมันโซล่าแล้วก็อินโดซันแฟรน เจาะรูกระติกห้อยไปกับรถไถ ให้มันหยดออกมาแบบให้น้ำเกลือ คนก็ลุยกันไปโดนทั้งคนทั้งหอย พอหว่านข้าวก็ฉีดยาคุมวัชพืช แต่ไหน ๆ จะฉีดก็จ้างเขาฉีดดีกว่า ค่าแรงไร่ละ 40 บาท มีคนเขารับจ้างตายแทนอยู่แล้ว ไหน ๆ ฉีดยาคุมวัชพืชอยู่แล้ว ก็ผสมยาฆ่าแมลงไปด้วยเลย ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นในนายังไม่มีต้นข้าวเลย พอต้นข้าวขึ้น ก็ฉีดยาคุมวัชพืชบวกยาฆ่าแมลงเข้าไปอีก พอไขน้ำเข้านา ก็ต้องตามด้วยอินโดซันแฟรนเพื่อจัดการหอยเชอรี่อีกรอบ เห็นผลทันตาครับ ไม่ใช่ตายแค่หอย ปลาไหลที่อยู่ใต้ดินก็วิ่งขึ้นมาตาย เรียกว่าตายเรียบ ชาวนาเองก็ตายผ่อนส่ง หลังจากนั้นอีก 20 กว่าวัน ก็หว่านปุ๋ยหนแรก อีกไม่กี่วันก็ต้องใช้ยาฆ่าแมลงตามอีก ทำนาครั้งหนึ่ง ค่ายาฉีด ยากิน ยาคุมก็ตกประมาณ 3,000 บาทต่อไร่”

“ส่วนใหญ่บอกว่า ทำนา 3 หน ครั้งแรกพอกำไร ครั้งที่สองเสมอตัว ครั้งที่สามเจ๊ง ยิ่งขยันยิ่งทำ เถ้าแก่รวย ชาวนาไม่มีรวยหรอกครับ มีแต่เจ๊ง สุขภาพก็เลวลง สาธารณสุขมาเจาะเลือดพวกเราเจอสารเคมีตกค้าง 3 ระดับ เสี่ยง ปลอดภัย ปลอดภัยสูงสุด นี่คนทำนานะครับ ส่วนสารตกค้างที่ไปถึงผู้บริโภคเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
คุณเฉลิม อ่วมดี เกษตรกรผู้เป็นประธานศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริ ตำบลท่าฉนวน อำเภอมโนรมย์เล่าให้ฟังโดยสรุป

“พวกเราถูกแนะนำให้แข่งกันผลิต ไม่เคยคิดเรื่องต้นทุนไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องสุขภาพหรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เวลาเจอหน้ากันก็จะถามว่า ได้กี่เกวียน”
หนทางดับทุกข์

แล้ววันหนึ่งก็เกิดโรงเรียนเกษตรกรในพระราชดำริขึ้น โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีครู ไม่มีลูกศิษย์ แต่ทุกคนมาเรียนรู้ร่วมกัน เรียนกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร เรียนอย่างมีความสุข ไม่เครียด ไม่มีอาคารโรงเรียน ทั้งชุมชนคือโรงเรียน แปลงนาคือตำราเล่มใหญ่ ไม่มีการสอบเอาประกาศนียบัตรหรือปริญญา มีแต่เรียนและสอบด้วยการทำจริงที่ลงทุนด้วยชีวิต เริ่มก่อตั้งปลายปี 2540 ถึงวันนี้ก็ 4 ปีเศษแล้ว

“เรามีเสื้อปักโลโก้กันด้วย เราประกวดออกแบบกันเองเป็นโลโก้ประจำโรงเรียน ที่ชนะได้รางวัลเป็นรูปผู้หญิงทำนา มีปลา มีนาข้าว มีนก มีเมฆมีดวงอาทิตย์เป็นหน้าคนยิ้มและมีกิจกรรมสำรวจแมลงด้วย”

“เหตุสืบเนื่องมาจากที่ว่า การทำนาโดยใช้สารเคมีเกิดปัญหามาก สิ่งแวดล้อมก็แย่ เกษตรกรก็เจ็บป่วยกันหนัก ถึงขั้นล้มตายก็มี แล้วก็เกิดเพลี้ยระบาดหนักมาก ทางเอฟเอโอมีโครงการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานเข้ามา ก็เกิดการรวมกลุ่มกันขึ้นมีแกนนำมาประชุมกัน คุยกัน มีคนมาแนะนำ อย่างเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเนี่ย ชาวนากลัวกันมาก ที่จริงมีสัตว์ธรรมชาติเราเรียกว่าศัตรูธรรมชาติ อย่างด้วงเต่าตัวนี้มันจะกินเพลี้ยกระโดด เรียกว่ามันควบคุมกันเองโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เมื่อก่อนเราใช้ยาฆ่าแมลงก็ทำให้มันตายไปหมด เราก็แบ่งกลุ่มกันไปศึกษาของจริงโดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำไปเรื่อย ๆ”
คุณเฉลิม ขยายให้ฟัง

ตรงนี้ก็คือ การค้นหาความจริงจากธรรมชาติที่มีการจัดการอย่างสมดุลด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่คนต่างหากที่ไปทำให้มันผิดธรรมชาติ โดยปกติมีศัตรูธรรมชาติอยู่มากมายถึง 2,773 ชนิด พวกนี้ไม่ได้เป็นศัตรูต้นข้าว ในจำนวนนี้มีเพียง 21 ชนิด เท่านั้นที่เป็นศัตรูข้าว แล้วก็รู้ด้วยว่า ถ้ามีศัตรูธรรมชาติต่อศัตรูพืชต้นข้าว หนึ่งต่อห้า มันจะควบคุมกันเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีไปทำลายมัน

จึงเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสนามจริงอย่างสนุกสนาน เป็นการเรียนที่ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถเรียนร่วมกันได้หมด ไม่ต้องแบ่งชั้นกั้นห้อง

“อย่างด้วงเต่านี่เรียกว่าตัวห้ำคือ ตัวห้ำหั่น มันกินหนอนห่อใบข้าว แมงมุมขายาวมันกินเพลี้ยที่เป็นศัตรูข้าว ถ้าเป็นพวกตัวเบียน มันเบียดเบียนพวกที่เป็นศัตรูข้าว เช่น มวลเพชรมาต มันเป็นพวกปากดูด มันจะไปเจาะพวกหนอนกอ หรืออย่างตั๊กแตน เมื่อก่อนก็เข้าใจกันว่ามันทำลายข้าว แต่ที่จริงมี 2 พวก พวกหนวดสั้นท้องเขียว เป็นศัตรูข้าว แต่พวกหนวดยาวท้องเหลืองเป็นศัตรูธรรมชาติ มันจะกินพวกหนอน พวกเพลี้ย เมื่อก่อนไม่รู้ เราก็ใช้ยาฆ่าแมลงลูกเดียว ทำลายหมดทั้งศัตรูธรรมชาติ ศัตรูข้าว และสัตว์อื่น ๆ ในท้องไร่ท้องนา”
คุณวิไลวรรณ ดีอ่วม เลขานุการศูนย์การเรียนรู้ฯ เล่าเพิ่มเติม ทำให้มองเห็นภาพอวิชชาของการพัฒนาประเทศตามกระแสหลักได้อย่างชัดเจน

อยู่ระหว่างแสวงหาและขยายผล

“ตอนนี้มีสมาชิกราวๆ 30 ครอบครัว มีนาคนละ 20–30 ไร่ ขยายตัวได้ช้าเพราะกระแสการเกษตรแบบใช้สารเคมีมันแรงมาก ฉีดยาปุ๊บศัตรูข้าวตายปั๊บเห็นผลทันที ใช้วิธีชีวภาพต้องอดทน ขยันสังเกต เรียนรู้ อย่างเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มันจะเริ่มวางไข่ที่โคนต้นข้าว เราก็ต้องเพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้น ไข่มันก็ฝ่อ ไม่ต้องใช้สารเคมี หอยเชอรี่ก็ใช้เป็ดปราบ จะจัดการได้ราวร้อยละ 80 โดยต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย ผลมันไม่เห็นทันตา”

“ใช้วิธีชีวภาพแล้วก็ยังต้องใช้สารเคมีด้วย เช่น วัชพืช ยังจำเป็นต้องใช้ยากำจัดเพราะแย่งอาหารต้นข้าวมาก แต่ค่าใช้จ่ายจะลดลงจากไร่ละ 2 – 3 พันบาทมาเหลือ 5 – 6 ร้อยบาท นอกจากนี้ก็มีความพยายามพัฒนาเอาสมุนไพรมาใช้แทนยาฆ่าแมลงมากขึ้น เช่น มีการทำน้ำสกัดชีวภาพจัดการกับเพลี้ยกระโดด ใช้กระเทียม บอระเพชร กากน้ำตาล น้ำส้มสายชู กำจัดเพลี้ยกระโดดในระยะเพิ่งฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ ได้ เพราะมันยังอ่อนแออยู่”
ชาวบ้านสตรีผู้หนึ่งให้ข้อมูล

“แต่ที่ดีขึ้นชัดเจนคือเรื่องของสุขภาพ เพราะไม่ต้องรับพิษสารเคมีมาก ๆ เหมือนเก่า คนที่เคยตรวจเลือดเจอสารตกค้างระดับเสี่ยง พอมาทำนาด้วยวิธีชีวภาพ ผลเลือดก็กลับมาอยู่ในระดับปลอดภัย ต้นทุนก็ถูกลง แม้ว่าจะได้ข้าวน้อยลงไร่ละ 5 – 10 ถัง ก็ยังได้กำไรมากขึ้น เคยมีการทำสถิติ นาที่ใช้สารเคมีได้ข้าว 120 ถังต่อไร่ แปลงที่ไม่ใช้ ได้ 109 ถังต่อไร่ ต่างกัน 11 ถัง แต่ต้นทุนต่างกันแยะทีเดียว”
คุณเฉลิมเสริมข้อมูล

“เรามีธนาคารเป็ด เริ่มแรกมี 4,000 ตัว เดี๋ยวนี้แยะขึ้น ชาวบ้านแยกกันเอาไปเลี้ยง ปราบหอยเชอรี่ได้กว่าร้อยละ 80 ลดสารเคมีลงได้แยะ ชาวบ้านได้ไข่เป็ดกินไม่ขาดอีกด้วย”
ประธานธนาคารเป็ดเสริม

นักเรียนก็เรียนจากของจริง

“อยู่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 57 ค่ะ ครูให้ลงไปเรียนในนาข้าวกันเลย สนุกมาก ทำให้รู้จักแมลงแยะไปหมด รู้คุณรู้โทษ อย่างรายงานของกลุ่มหนูชื่อกลุ่มแมลงปอ เราตั้งชื่อกันเองเพราะน่ารักดี เราสำรวจเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2544 พันธุ์ข้าวในแปลงคือ สุพรรณบุรี 1 อายุ 73 วัน จำนวนใบ 8 – 12 ใบ ศัตรูข้าวที่พบคือ หนอนกอ 7 ตัว อากาศวันนั้นฟ้าสลัว เราก็วาดเป็นภาพไว้ เราเจอแมลงศัตรูธรรมชาติ มีแมงมุม 22 ตัว แมลงปอ 9 ตัว ด้วงเต่า 2 ตัว จิงโจ้น้ำ 9 ตัว รวมศัตรูธรรมชาติ 42 ตัว ศัตรูธรรมชาติ 1 ตัว สามารถควบคุมทำลายศัตรูข้าวได้ 5 ตัว คือ หนึ่งต่อห้า ก็แสดงว่านาแปลงนี้ไม่มีปัญหา ศัตรูธรรมชาติสามารถจัดการศัตรูข้าวได้เองก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลง ส่วนระดับน้ำในนามีประมาณ 1.5 ซ.ม. ซึ่งมีจิงโจ้น้ำอาศัยอยู่ เวลาศัตรูข้าวตกลงไป จิงโจ้น้ำก็จะจับกิน เราก็เขียนข้อเสนอในรายงานว่าควรเพิ่มระดับน้ำขึ้นเล็กน้อย จิงโจ้น้ำจะได้ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น และยังไม่ควรพ่นยาฆ่าแมลง”
ดญ.สุชาดา พันธุ์ฉนวน เล่าให้เรานึกเห็นภาพการศึกษาในยุคปฏิรูปได้อย่างน่าประทับใจ แต่พอถามว่าโตขึ้นแล้วจะเป็นเกษตรกรทำนาอย่างรุ่นพ่อแม่หรือไม่ ดญ.สุชาดา ตอบว่า

“คงไม่อยากไปทำนา ระหว่างทำนากับทำงานที่สบาย ๆ คงเลือกทำงานที่สบายกว่า” นี่สะท้อนค่านิยมของคนไทยทั้งสังคมได้อย่างชัดเจน

สรุป

หนทางสร้างสุขภาวะของชาวนาที่รวมตัวกันค้นหา แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเคารพและเข้าใจในธรรมชาติ ยังอีกยาวไกล เพราะต้องต่อสู้กับความคิดกระแสหลักที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วง ต้องต่อสู้กับระบบการค้า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างไม่ท้อถอย ข้าวที่ปลูกได้จากแปลงนาที่ไม่ใช้สารเคมี บางครั้งพ่อค้าก็บอกว่า ข้าวไม่สวยเหมือนของคนอื่นที่ใช้สารเคมี ก็ถูกกดราคา ฯลฯ

แต่ในนามีกุ้ง หอย ปู ปลา กลับมาให้จับกินได้ สุขภาพดีขึ้นเพราะปลอดจากสารเคมี มีความสุขมากขึ้น เพราะได้รวมกลุ่มกันเรียนรู้อย่างสนุก และไม่ต้องลงทุนทำนามาก ๆ เมื่อให้คนอื่นรวยมาก ๆ อย่างที่ผ่านมา เงินทองก็พอมีพอใช้ แต่ก็ไม่ร่ำรวย

ทางสองแพร่งเช่นนี้ ยังไม่ง่ายต่อการตัดสินใจของชาวนาไทยที่มีจำนวนเป็นสิบล้านคน แต่ก็มีบางคนบางกลุ่มเลือกและตัดสินใจแล้ว ถึงแม้ว่ายังมีจำนวนเพียงน้อยนิดก็ตาม

ชื่อ/สถานที่ติดต่อผู้ประสานงาน
1. คุณเฉลิม อ่วมดี ประธานศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนเกษตรในพระราชดำริ
ต.ท่าฉนวน โทรศัพท์ 056-401903 , 056-434050
2. คุณวิไลวรรณ ดีอ่วม เลขานุการศูนย์การเรียนรู้ฯ โทรศัพท์ 056-434050


แหล่งที่มาของข้อมูล หนังสือรวมพลังสร้างสุข เล่ม 1