การแจ้งการเกิด


เมื่อมีเด็กเกิดใหม่ ผู้มีหน้าที่ต้องแจ้งเกิดให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะสูติบัตรเป็นหลักฐานที่ทาง ราชการออกให้เพื่อให้พิสูจน์ทราบตัวบุคคล
และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงเรื่องสิทธิต่าง ๆ หากผู้มีหน้าที่ไม่แจ้งการเกิดต้องมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

หน้าที่ของผู้แจ้งการเกิด
1. เมื่อมีคนเกิดในบ้านให้เจ้าบ้าน หรือบิดา หรือมารดา หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งท้องที่ที่เกิดภายใน 15 วัน
2. เมื่อมีคนเกิดนอกบ้าน ให้บิดา หรือมารดา หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แจ้งต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่เกิด หรือท้องที่ที่พึ่งแจ้งได้ใน 15
วันเกิด นับแต่วันเกิด หรือในกรณีจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ตามกำหนด ให้แจ้งภายหลังได้ แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน (เฉพาะในเขตทุรกันดาร)

สถานที่รับแจ้งการเกิด และผู้มีหน้าที่รับแจ้งการเกิด
1. กรณีคนเกิดนอกเขตเทศบาล ณ ท้องที่ใดให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดแจ้งต่อนายทะเบียน ผู้รับแจ้งคือ กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านในท้องที่นั้น
หรือ ปลัดอำเภอ หรือผู้ช่วยนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอ หรือ กิ่งอำเภอนั้น
2. กรณีคนเกิดในเขตเทศบาลใด ให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ณ สำนักงานเทศบาลนั้น
3. กรณีมีคนเกิดในกรุงเทพมหานคร ให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ณสำนักงานเขตนั้น

การแจ้งการเกิด
ผู้แจ้งการเกิดควรดำเนินการดังนี้
1. ให้แจ้งชื่อของเด็กเกิดใหม่พร้อมกับการแจ้งเกิดและแจ้งชื่อสกุลด้วย พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านที่จะเพิ่มชื่อเด็ก
2. แจ้งวัน เดือน ปี และสถานที่เกิด ถ้ามีหนังสือรับรองการเกิดจาก สถานพยาบาลให้นำไปแสดงด้วย
3. แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล สัญชาติ และที่อยู่ของบิดาและมารดาเด็ก
4. แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้แจ้งการเกิดตามหลักฐาน สำเนาทะเบียนบ้านหรือบัตรประจำตัวที่นำไปแสดง

วิธีการแจ้งการเกิด
เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการเกิดจากผู้มีหน้าที่แล้ว จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐานที่นำไปแสดง เมื่อเห็นว่าถูกต้อง
จะส่งรายการต่าง ๆในสูติบัตร (ตอนที่ 1) ให้แก่ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐาน

วิธีการแจ้งการเกิดเกินกำหนด
หมายถึง กรณีมีคนเกิด แต่ไม่ได้แจ้งการเกิดภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้ ให้ผู้แจ้งการ เกิดยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ
หรือนายทะเบียนท้องถิ่น แห่งท้องที่ที่มีการเกิด

วิธีการรับแจ้งการเกิดเกินกำหนดเวลา
1. เมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องแล้ว จะตรวจสอบคำร้องและเอกสารที่ผู้แจ้งนำไปแสดง และดำเนินการเปรียบเทียบคดีความผิด
ตามที่กฎหมายกำหนด
2. สอบสวนสาเหตุจากพยานบุคคลเพื่อให้ทราบสาเหตุที่ไม่แจ้งการเกิดภายในเวลาที่กำหนด


การแจ้งการตาย

ความตายเป็นเรื่องที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และไม่ทราบได้ว่าตนเองจะตายเมื่อไร ฉะนั้น เพื่อความรอบคอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ และถือเป็นหน้าที่
จะต้องปฏิบัตให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงควรทราบขั้นตอนเกี่ยวกับการแจ้งการตาย เพราะฝ่าฝืนมีความผิดมีโทษไม่เกิน 1,000 บาท

หน้าที่ของผู้แจ้งการตาย
เมื่อมีคนตายในบ้าน ให้เจ้าบ้านเป็นผู้แจ้งต่อนายทะเบียน ผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตาย
ในกรณีไม่มีเจ้าบ้านให้ผู้พบศพแจ้งภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาพบศพ
2. เมื่อมีคนตายนอกบ้าน ให้ผู้ที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพ เป็นผู้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่ง ท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้ภายใน 24 ชั่วโมง
นับแต่เวลาตายหรือพบศพ ในกรณีนี้จะแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือ ตำรวจก็ได้

สถานที่รับแจ้งการตายและผู้มีหน้าที่รับแจ้งการตาย
1. กรณีมีคนตายนอกเขตเทศบาล ณ ท้องที่ใดให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการตายต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง คือ กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านในท้องที่นั้น
หรือ ปลัดอำเภอ หรือผู้ช่วยนายทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอหรือกิ่งอำเภอนั้น
2. กรณีมีคนตายในเขตเทศบาล ให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการตายต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ณ สำนักงานเทศบาลนั้น
3. กรณีมีคนตายในกรุงเทพมหานคร ให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการตายต่อนายทะเบียนท้องถิ่น ณ สำนักงานเขตนั้น

การแจ้งการตาย
1. แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้ตายตามหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน หรือบัตรประจำตัวที่นำไปแสดง (ถ้ามี)
2. แจ้ง วัน เดือน ปี และสถานที่ตายพร้อมสาเหตุการตาย ถ้ามีหนังสือรับรองการตายจากสถานพยาบาลให้นำไปแสดงด้วย
และถ้าทราบชื่อสกุลของบิดามารดาของผู้ตาย ให้แจ้งต่อนายทะเบียนด้วย
3. แจ้งการดำเนินการเกี่ยวกับศพของผู้ตายด้วย จะเก็บ ฝัง เผา ทำลาย หรือย้ายศพ ที่ไหน เมื่อไร แจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่
ของผู้แจ้งการตายตามหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน หรือบัตรประจำตัวทีนำไปแสดง

วิธีการรับแจ้งการตาย
เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการตายจากผู้มีหน้าที่แล้ว จะตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร หลักฐานที่นำไปแสดง เมื่อเห็นว่าถูกต้อง
จะลงรายการต่าง ๆ ในมรณบัตร และให้ผู้แจ้งลงลายมือชื่อในมรณบัตร พร้อมมอบมรณบัตร (ตอนที่ 1) ให้แก่ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐาน

การแจ้งการตายเกินกำหนดเวลา
หมายถึง มีกรณีคนตายแต่ไม่ได้แจ้งการตายภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีนี้ให้ผู้แจ้งการตายยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นแห่งท้องที่ที่มีการตายหรือพบศพ

วิธีการรับแจ้งการตายเกินกำหนดเวลา
1. เมื่อนายทะเบียนได้รับคำร้องแล้วจะตรวจสอบคำร้องและเอกสารที่ผู้แจ้งนำไปแสดง แล้วดำเนินการเปรียบเทียบคดีความผิด
ตามที่กฎหมายกำหนด
2. สอบสวนสาเหตุจากพยานบุคคลเพื่อให้ทราบถึง วัน เดือน ปี ที่ตาย สถานที่ตายและผู้รู้เห็นการตาย ตลอดจนสาเหตุที่ไม่แจ้งการตาย
ภายในเวลาที่กำหนด
3. รวบรวมหลักฐานและพิจารณา เมื่อเห็นว่าเชื่อถือได้จะสั่งอนุญาตให้แจ้งได้ และดำเนินการต่อไป

กรณีมีการตายแต่ยังไม่พบศพ
ให้เจ้าบ้านหรือผุ้ที่ไปกับผู้ตายแจ้งต่อนายทะเบียนหรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ เพื่อดำเนินการต่อไป
หมายเหตุ การแจ้งการตายไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด

การแจ้งการย้ายที่อยู่

เมื่อผู้ใดย้ายถิ่นที่อยู่ใหม่จะต้องมีการแจ้งย้ายให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่แจ้งย้ายนอกจากจะเป็นการปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน
1,000 บาท แล้ว ยังทำให้ผู้นั้นเสียสิทธิต่าง ๆ และรวมถึงการมิได้รับบริการจากรัฐอีกด้วย
การย้ายที่อยู่ หมายถึงการที่ผู้มีรายการอยู่ในทะเบียนบ้าน ย้ายที่อยู่ออกจากบ้านที่ตนอาศัยอยู่และย้ายเข้าไปอยู่ในอีกหลังหนึ่ง ซึ่งอาจจะอยู่ใน
ตรอก ซอย ถนน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ หรือจังหวัดเดียวกันกับบ้านเดิมหรือไม่ก็ได้

หน้าที่ของผู้แจ้งการย้ายที่อยู่
1. เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายที่อยู่ออกจากบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้นั้นย้ายออกไป
โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
2. เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่เข้ามาอยู่ในบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ผู้นั้นย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน ทั้งนี้
ให้นำหลักฐานการย้ายออกไปแสดงต่อนายทะเบียนด้วย โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
3. การแจ้งย้ายปลายทางเป็นกรณีนอกเหนือจากข้อ 1 และข้อ 2 ซึ่งผู้ย้ายที่อยู่จะเป็นผู้ย้ายออก และย้ายเข้าต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
แห่งท้องที่ที่ไปอยู่ใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันย้ายออก โดยสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมคำยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าบ้านที่เข้าไปอยู่ใหม่แสดงต่อ
นายทะเบียนและเสียค่าธรรมเนียม 10 บาท (กรณีย้ายปลายทางธรรมดา) ค่าธรรมเนียม 20 บาท (กรณีปลายทางอัตโนมัติ)
4. เมื่อผู้อยู่ในบ้านออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นเกิน 180 วัน และเจ้าบ้านไม่ทราบว่าผู้นั้นไปอยู่ที่ใด เจ้าบ้านต้องแจ้งการย้ายออกโดยไม่ทราบที่อยู่
ต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ภายใน 30 วัน นับแต่วันครบ 180 วัน ซึ่งนายทะเบียนจะเพิ่มขึ้นในทะเบียนกลางต่อไป

สถานที่รับแจ้งการย้ายที่อยู่และผู้มีหน้าที่รับแจ้ง
1. กรณีการย้ายที่อยู่นอกเขตเทศบาล ณ ท้องที่ใด ให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการย้ายที่อยู่ต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง คือ กำนัน หรือผู้ใหญ่บ้านใน
ท้องที่นั้นหรือปลัดอำเภอนั้น เว้นแต่การแจ้งย้ายที่อยู่เกินกำหนดเวลา จะต้องดำเนินการ ณ ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ นั้น
2. กรณีเป็นการย้ายที่อยู่ในเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานคร ให้ผู้มีหน้าที่แจ้งการย้ายที่อยู่ต่อ นายทะเบียนท้องถิ่น ณ สำนักงานเทศบาล
หรือสำนักงานเขตนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

หลักฐานที่จะต้องนำไปแจ้งเกี่ยวกับการย้ายที่อยู่การย้ายออก
ให้นำหลักฐานดังต่อไปนี้ไปแสดง
1. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
2. บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน
3. บัตรประจำตัวของผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีการมอบหมายให้ทำหน้าที่แทน)

การย้ายเข้า
ให้นำหลักฐานดังต่อไปนี้ไปแสดง
1. สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
2. บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน
3. บัตรประจำตัวของผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน
4. หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (ถ้ามี)
5. ใบแจ้งการย้ายที่อยู่ (ตอนที่ 1 และตอนที่ 2) กรณีใบแจ้งการย้ายที่อยู่สูญหาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ก่อนนำไปย้ายเข้า
ผู้ย้ายสามารถขอใบแทนได้ที่นายทะเบียนผู้แจ้งแห่งท้องที่ที่ออกใบแจ้งการย้ายที่อยู่ โดยยื่นคำร้องพร้อมสำเนาการแจ้งความประกอบเรื่อง
หรือนำใบแจ้งย้ายที่อยู่ซึ่งชำรุดไปแสดง